banner1

แผนบริหารจัดการ


ข่าวประชาสัมพันธ์ ศวสต.

ทีม ศวสต. ลงพื้นที่โซนใต้บน ติดตามความก้าวหน้าโครงการของเครือข่ายฯ ณ.ห้อง ประชุมจัสมิน โรงแรมนิภาการ์เด้น

@May,09 2018 09.54
ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส. ม.อ.)นำทีม ศวสต. ติดตามความก้าวหน้าโครงการของเครือข่ายฯ ณ. ห้อง ประชุมจัสมิน โรงแรมนิภาการ์เด้น จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2561

ประชุมวางแผนการดำเนินงาน โครงการย่อยพื้นที่โซนใต้บน

@January,11 2018 13.45
สถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส. ม.อ.) ประชุมร่วมกับ ภาคีเครือข่ายฯใต้บน หารือแนวทางการวางแผนการดำเนินงาน โครงการย่อยพื้นที่โซนใต้บน ณ.ห้องประชุม สปสช เขต 11 อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ทีมศวสต. ลงพื้นที่สนับสนุบงาน โซนอันดามัน

@January,10 2018 11.58
ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส. ม.อ.) นำทีมศวสต. (แผนงานท่องเที่ยวชุมชน ) ลงพื้นที่ ปรึกษาหารือวางแผนการดำเนินงาน โครงการย่อยพื้นที่โซนอันดามัน ร่วมกับทีมงานผู้วิจัยในพื้นที่จังหวัด ภูเก็ต กระบี่ ตรังณ.สำนักงานอธิการบดี 

ประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง ศวสต. (ศูนย์วิชาการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ ปี2) ครั้งที่ 1

@November,15 2017 10.21
ประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง ศวสต. (ศูนย์วิชาการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ ปี2) ครั้งที่ 1 ณ.ห้องประชุม สปสช เขต 11 จังหวัด สุราษฎร์ธานี (15/11/60)

คณะกรรมการกำกับทิศทาง ศวสต. ลงเยี่ยมพื้นที่ อ.นาสาร จังหวัด สุราษฎร์ธานี

@November,15 2017 09.49
ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส. ม.อ.) นำคณะกรรมการกำกับทิศทาง ศวสต. (ศูนย์วิชาการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้) และทีมเครือข่าย ลงพื้นที่ดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน น้ำพุ และวังใหญ่ อ.นาสาร จังหวัด สุราษฎร์ธานี (14/11/60)

หัวข้อทั้งหมด


การดำเนินกิจกรรมโครงการ

  • พัฒนาเครือข่ายสื่อสาธารณะ

    พัฒนาเครือข่ายสื่อสาธารณะ

            ชาวกระบี่ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังและนำเสนอความคิดเห็นหลากหลายมุมมองในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ค.1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) กว่า 2,500 คน ซึ่งข้อคิดเห็นทั้งหมด บริษัท แอร์เซฟ จำกัด จะนำไปกำหนดขอบเขต และหามาตรการป้องกันและแก้ไขตามที่ประชาชนห่วงกังวล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งต่อไป       วันนี้ (28 มกราคม 2561) นางมีนา พิทยโสภณกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอร์เซฟ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ขอขอบคุณชาวกระบี่ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟัง แสดงความคิดเห็นและข้อวิตกกังวล รวมทั้งสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ในเวทีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping หรือ ค.1) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่เวลา 13.00 - 17.00 น. ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีชาวกระบี่และผู้สนใจทุกภาคส่วนเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวน 2,630 คน โดยมีผู้แจ้งแสดงความคิดเห็นด้วยวาจา จำนวน 57 คน สำหรับประชาชนที่ร่วมนำเสนอความคิดเห็นบนเวที ส่วนใหญ่เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อห่วงกังวลต่อการขยายเขตของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจและวิถีชีวิตของชุมชน และด้านการสื่อสารข้อมูลโครงการควรบอกทั้งข้อดีและข้อด้อยไปพร้อมกัน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลรอบด้านในการตัดสินใจ เป็นต้น โดยข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งหมด บริษัท แอร์เซฟ จำกัด จะนำไปกำหนดขอบเขตและหามาตรการเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ทั้ง 4 ตำบล ได้แก่ ต.คลองขนาน ต.ปกาสัย ต.คลองท่อมใต้ และ ต.โคกยาง และหลังจากนี้จะเป็นการทำ ค.2 (Public Screening) โดยการลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์และพูดคุยกับกลุ่มประชาชนในพื้นที่ศึกษาอย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการทบทวนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรายงาน EHIA หรือ ค.3 (Public Review) ต่อไป         ด้านว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ขอขอบคุณชาวกระบี่ที่ให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรายงาน EHIA ตั้งแต่ต้น ที่มารับฟังและร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งข้อคิดเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและจัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดย กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษาจะนำไปกำหนดกรอบการจัดทำแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำ ค.2 และ ค.3 เพื่อให้การจัดทำรายงานมีความถูกต้องครบถ้วน และเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง ครอบคลุมทุกข้อห่วงกังวลอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กฟผ. มุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อให้โรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่าง เป็นมิตรอย่างแท้จริง ชุมชนโดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน@24 พ.ค. 61 11:25
  • โครงการลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพแรงงานนอกระบบจังหวัดระนอง

    -ได้มีการเสนอโครงลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพแรงงานนอกระบบจังหวัดระนองกับคณะทำงาน@24 พ.ค. 61 10:11
  • พัฒนาเครือข่ายสื่อสาธารณะ

    1.จัดเวทีถกเถียงสาธารณะ 3 ประเด็น หลัก - การท่องเที่ยวโดยชุมชน - ปัจจัยเสี่ยง - การจัดการน้ำทั้งระบบ 2.กำหนดแนวทางการดำเนินงานใน ระยะที่ 2 มี 2 เรื่อง ที่จะเป็นเป้าหมาย คือ -รูปแบบการสื่อสารกับประเด็นสุขภาวะ -แนวปฏิบัติเพื่อกำหนดจริยธรรมสื่อ เพื่อสุขภาวะทางสังคม ทั้งนี้ ผลลัพธ์ คือการยกระดับความเป็นมืออาชีพ 3.ให้เครือข่ายสื่อทั้ง 14 จังหวัด ดำเนินกิจกรรมหนุนเสริม เครือข่ายสื่อในจังหวัด ด้านศักยภาพการใช้สื่อเพื่อการขับเคลื่อนสังคม จังหวัดละ 5 คน เป็นอย่างน้อย และ นำ 2 ประเด็น คือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และปัจจัยเสี่ยง เป็น ประเด็นที่ใช้สื่อเพื่อการขับเคลื่อน ให้ได้มา 2 เรื่อง - รูปแบบการสื่อสารประเด็นสุขภาวะ - แนวปฏิบัติเพื่อกำหนดจริยธรรมสื่อ เพื่อสุขภาวะทางสังคม 4.ห้องย่อยในงานสร้างสุขภาคใต้ ในเดือน มีนาคม วันที่ 27-29 มี.ค. 2561 จะเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็น จากข้อเสนอที่ ทางเครือข่ายสื่อในจังหวัดส่งมา 5.ใช้รายการวิทยุ "กินอิ่ม นอนอุ่น บนแผ่นดินใต้" เป็นรายการหลัก ที่ใช้สื่อสารกับประเด็นที่ขับเคลื่อน ในช่วง 2 เดือน ก่อนถึงงาน สร้างสุขภาคใต้ จะนำเสนอ 2 ประเด็น หลัก ตามที่กล่าวมา 6.กำหนดรูปแบบการสื่อสาร ช่องทางใหม่ กินอิ่ม นอนอุ่น บนแผ่นดินใต้ ทางface book live นำเสนอ 2 ประเด็น คือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ปัจจัยเสี่ยง 7.จังหวัด นำร่อง คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช , กระบี่ , พังงา , ชุมพร , สงขลา , สุราษฏร์ธานี , พัทลุง วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ช่วงเวลา 16.00 น. - 19.00 น.หรือ ตามความเหมาะสม ใช้เฟจ สมาคมสื่อฯเป็นมาสเตอร์ สมาชิก บก.ช่วยมอนิเตอร์ และเก็บ Reccord จากผู้ชมและผู้ฟัง@23 พ.ค. 61 14:08
  • พัฒนาเครือข่ายสื่อสาธารณะ

    ผลผลิตที่ได้จากการจัดเวที 1. มีเครือข่ายภาคี ความร่วมมือให้ความสำคัญกับกระบวนการสมัชชาสุขภาพ และมองเห็นการนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะการเริ่มงานขาเคลื่อนในปีต่อไปที่จะสามารถ จัดการให้เกิดความร่วมมือก้าวไปด้วยกันตั้งแต่ต้นปี 2. ได้รูปแบบการสื่อสารที่ชัดเจนมากขึ้น และมีคุณภาพเหมาะสมกับบริบท พฤติกรรมการรับข่าวสารของคนจังหวัดนครศรีธรรมราช เช่น การสื่อสารเรื่องราวด้วยบทหนังตะลุง  การสร้าง “เวทีหยวกกล้วย” ที่แสดงถึงการมีความเสมอความเป็นภราดรภาพต่อกัน เกิดความเท่าเทียมในการแสดงความคิด การเสนอเรื่องราวที่เป็นประโยชน์การสื่อสาร 3. ร่างมติ และข้อเสนอของแต่ละประเด็นที่ขับเคลื่อน ซึ่งเกิดจากกระบวนการนโยบายสาธารณะ มีรูปธรรม และมีเนื้อหาทางวิชาการที่สมารถพัฒนา ต่อไปอย่างมีทิศทาง และเกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างจริงจัง 4. รูปธรรมการขับเคลื่อนตามหลักคิดนครบูรณาการ  เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นั้นคือ การรวมองค์กรภาคี  หน่วยงาน ชุมชน เพื่อให้เกิดเวทีกลางที่เป็นการแสดง ถึงบทบาท ปฏิบัติการของแต่ละส่วน ดำเนินการสอดคล้องกัน ภายใต้ วิสัยทัศน์ นครศรี อยู่ดีมีสุข  และสามารถขยายแนวปฏิบัติ ที่เกิดกว้าง ให้ทุกภาคส่วน ได้ใช้ประโยชน์ สร้างพลังการขับเคลื่อน ในรูปแบบ สมัชชา ประชาชน คนคอนรวมพลคนจิตอาสา ขับเคลื่อนนครศรี อยู่ดีมีสุข ผลลัพธ์ 1. Participatory  เกิดการมีส่วนร่วม แบบบูรณาการ ขององค์กรภาคี หน่วยงาน และชุมชนสถาบันพัฒนาองค์การชุมชน โดยเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน เป็นกลไกหลักในการรวมคน รวมเครือข่าย รวมงานที่ขับเคลื่อน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/อำเภอ สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีก หลากหลาย กลุ่มองค์กร ภายใต้วิสัยทัศน์ นครศรีฯ อยู่ดี มีสุข 2. Public  การร่วมมือกันของภาคส่วนต่างๆเกิดการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายในงานสมัชชา “รวมพลคนอาสา” เพื่อการขับเคลื่อนนครศรี อยู่ดี  มีสุข นำมติด้านปัจจัยเสี่ยง เด็กและเยาวชน มาบูรณาการแผนงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยง ในเด็กและเยาวชน อย่างเป็นระบบต่อไป 3. policy  ได้ร่างมติ และข้อเสนอ ที่ผ่านการรับรองจากสมาชิกสมัชชาขาขึ้น 2 ประเด็น ที่จะเป็นแนวในการเสนอเป็นนโยบายสาธารณะทั้งในระดับพื้นที่และในระดับจังหวัด ความมั่นคงทางด้านอาหาร(อาหารปลอดภัย) ปัจจัยเสี่ยงเด็กและเยาวชน(เหล้า บุหรี่ และ ผลงานขาเคลื่อนในประเด็นการบริหารจัดการน้ำตามมติสมัชชาจังหวัดปี 2559 4. Process  การพัฒนากระบวนการขับเคลื่อน นโยบายสาธารณะ โดยตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆให้ความสำคัญและมีความร่วมมือมากขึ้น โดยการนำมติสมัชชาสู่การปฏิบัติ@23 พ.ค. 61 13:17
  • พัฒนาเครือข่ายสื่อสาธารณะ

    ....@22 พ.ค. 61 13:00
  • งานบริหาร โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้

    งานบริหาร โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องประธานแจ้งเพื่อทราบ             1.1 โครงการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นถือเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ เนื่องจากประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิยมใช้ภาษามลายูท้องถิ่นในการสื่อสาร                          มีประเพณีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อที่แตกต่างจากประชากรที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยในพื้นที่แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งความห่วงใยและความใส่ใจในทั้งสองศาสนาเพราะประชากรทั้งสองศาสนามีการดำเนินชีวิตที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกับหลักการทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งหลักของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือเรียกว่าพื้นที่พหุวัฒนธรรมดังนั้น การนำเอาจุดแข็งที่สำคัญของพื้นที่พหุวัฒนธรรมมาบูรณาการเข้าสู่การขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพของประชาชนถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานการจัดบริการที่ใส่ใจในทุกบริบทของวัฒนธรรมเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินงานดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้    เพื่อต้องการพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้สอดคล้องกับพื้นที่พหุวัฒนธรรม ตลอดจนเพิ่มศักยภาพแก่บุคลากรสาธารณสุขในหลักการและวิถีทางศาสนาต่อการให้บริการสุขภาพกับประชาชนในพื้นที่ และให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับบริการสุขภาพที่ถูกต้องตามหลักการทางศาสนา ระเบียบวาระที่ 2 เรื่องเพื่อทราบ                       2.1 ชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณโครงการพัฒนาระบบบริหารสุขภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้นในบางโรงพยาบาลนำร่องยังคงดำเนินการ    ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับวัตถุประสงค์หลักของโครงการ จึงจำเป็นต้องมีการชี้แจงรายละเอียดในส่วนของการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการให้ชัดเจนและเข้าใจตรงกันอีกครั้ง เพื่อให้            การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ได้ชี้แจงเรื่องงบประมาณที่จะเบิกจ่ายและโอนให้กับโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลไม่สามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้กับโครงการศาสนธรรมได้ เพราะโครงการศาสนธรรมเป็นเพียงต้นทางในการดำเนินงานซึ่งจะต้องดำเนินงานผ่านมาแล้วจึงจะเริ่มดำเนินงานในโครงการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้                   ในการวางแผนดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้แต่ละโรงพยาบาลนำเอาคู่มือการจัดบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ สจรส.              มาประยุกต์และปรับใช้ให้เข้ากับบริบทในพื้นที่ของโรงพยาบาลนั้นๆซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นกลางทางของกระบวนการดำเนินงาน โดยแต่ละโรงพยาบาลจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีแนวทางที่เป็นรูปธรรม โดยโรงพยาบาลต้องคัดเลือกปัญหาที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้เกิดเป็นรูปธรรมอาทิ ประเด็นปัญหาแม่และเด็ก ประเด็นอาหารและโภชนาการ ระบบการบริการทันตสุขภาพเป็นต้นโดยเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อต้องการเชื่อมโยงการแก้ปัญหาสุขภาพ ในด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูให้เกิดประสิทธิภาพ                   ซึ่งในการประชุมครั้งนี้แต่ละโรงพยาบาลได้นำส่งแผนปฏิบัติการดำเนินงานมาแล้ว พบว่า                  ยังมีบางส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ดังนั้น ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 5 โรงพยาบาลนำร่อง จึงเสนอประเด็นปัญหาที่จะดำเนินการแก้ไข ดังนี้  โรงพยาบาลสตูล จะดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาแม่และเด็ก ซึ่งในแผนปฏิบัติการยังมีแผนการดำเนินงานที่ไม่ครบประเด็นตามวัตถุประสงค์ของโครงการหลัก  โรงพยาบาลธารโต จะดำเนินการเกี่ยวกับปัญหามะเร็งปากมดลูก หากแต่ว่าเป็นประเด็นปัญหาที่มีขอบเขตไม่กว้างพอ ทำให้ไม่สามารถสรุปผลการดำเนินงานให้เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นได้ อีกทั้งในแผนปฏิบัติการของโรงพยาบาลยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในส่วนของเป้าหมายระหว่างโครงการศาสนธรรมกับโครงการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องหาประเด็นหลักว่าจะดำเนินการแก้ไขประเด็นปัญหาใดแล้วจึงเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นปัญหาอื่นๆ  โรงพยาบาลรือเสาะ จะดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้วางแผนการดำเนินงาน โดยจัดอบรมแกนนำเจ้าหน้าที่บุคลากรเพื่อที่จะให้ความรู้กับชุมชนต่อไป ตลอดจนสร้างนวัตกรรมในการดูแลป้องกันปัญหาร่วมกันกับชุมชน ทั้งไทยพุทธและมุสลิม  โรงพยาบาลเทพา จะดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาโรคติดต่อและเรื่องความเชื่อในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ตามหลักการทางศาสนาโดยโรงพยาบาลจะต้องหาวิธีในการแก้ไขปัญหาด้วยการหาวิธีกลางเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพให้ประชากรทั้งสองศาสนาเกิดความเข้าใจตรงกัน  โรงพยาบาลยะหริ่ง จัดทำแผนปฏิบัติการได้ดีแต่ยังบางส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยน                      ซึ่งโรงพยาบาลยะหริ่งจะดำเนินการในประเด็นการบูรณาการเพื่อสร้างเกราะกำบังด้านสุขภาพของประชาชนและสร้างฐานเรื่องการบริการสุขภาพเพื่อขยายเครือข่ายลงไปสู่ครัวเรือนและชุมชนเป็นการสร้างมาตรฐานด้านการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ทั้งนี้โรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังคงดำเนินแผนปฏิบัติการได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของงบประมาณและโครงการหลัก จึงให้ผู้รับผิดชอบโครงการฯ ของโรงพยาบาลทั้ง 5 แห่ง นำแผนปฏิบัติการไปแก้ใหม่และส่งกลับมายังผู้รับผิดชอบงานฯ ของ ศบ.สต. ภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา             3.1 แนวทางการบริหารจัดการงบประมาณโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่                        พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.สต.) จะดำเนินการโอนงบประมาณไปยังบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นชื่อบัญชี "โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยผู้รับผิดชอบโครงการฯ แต่ละโรงพยาบาลจะต้องส่งหลักฐานการจ่ายเงินมายัง ศบ.สต. ทุกครั้ง                  โดยใช้หลักฐานแนบ ประกอบด้วย บิลเงินสด หรือ ใบเสร็จรับเงิน หรือใบสำคัญรับเงินพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนโดยทาง ศบ.สต. จะทำการโอนงบประมาณไปยังแต่ละโรงพยาบาลโดยแบ่งเป็น 3 งวด หลังจากที่ได้รับโอนมาจาก สจรส.ม.อ. ดังนี้   งวดที่ 1 สจรส.ม.อ. จะโอนเงินให้กับโครงการย่อยเมื่อลงนามในข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว                  สจรส.ม.อ. จะโอนเงินให้กับโครงการย่อยเมื่อโครงการย่อยนำส่งผลงานงวดที่ 1 ที่ประกอบด้วยรายงานความก้าวหน้ากิจกรรมงวดที่ 1 และรายงานการเงินงวดที่ 1                 งวดที่ 3 สจรส.ม.อ. จะโอนเงินให้กับโครงการย่อยเมื่อโครงการย่อยนำส่งผลงานงวดที่ 2 และประกอบด้วยรายงานการดำเนินกิจกรรมฉบับสมบูรณ์ และรายงานการเงินงวดที่ 2 และ 3 (รายงานปิดโครงการ)                     3.2 ประเภทหมวดรายจ่ายและกรอบอัตราค่าใช้จ่าย มีดังนี้                           3.2.1 ค่าตอบแทนวิทยากร กำหนดอัตราการเบิกจ่ายไม่เกิน 1,000 - 1,500  บาทต่อวัน                  พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรที่ราชการออกให้                           3.2.2 ค่าตอบแทนการช่วยงาน (ชั่วคราว) อัตราเบิกจ่ายได้ไม่เกิน 500 บาทต่อวัน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรที่ราชการออกให้ ในส่วนของค่าที่พักเบิกจ่ายค่าที่พักตามจริง ไม่เกิน 1,500 ต่อห้อง โดยพักรวมกัน 2 คน หลักฐานประกอบการเบิกจ่าย ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินและ ใบแสดงรายละเอียดการเข้าพัก (Folio)                           3.3.3 ค่าพาหนะเดินทางรถสาธารณะรับจ้าง (รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์ รถสองแถว รถตู้โดยสาร) เบิกจ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อเที่ยว ใช้ใบสำคัญรับเงินพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน ในกรณีที่เป็นพาหนะส่วนตัว (รถยนต์) เหมาจ่ายกิโลเมตรละ 4 บาท ใช้ใบสำคัญรับเงินพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน                           3.2.4 กรณีค่าเช่ารถ (รถตู้) ไม่เกินวันละ 1,800 – 2,000 บาท ใช้ใบสำคัญรับเงิน พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ค่าน้ำมัน เบิกจ่ายตามจริง โดยใช้ใบเสร็จรับเงิน                           3.2.5 ค่าอาหารมื้อหลัก 80 – 100 บาท/คน/มื้อ ค่าอาหารว่าง 30 – 50 บาท/คน/มื้อ                           3.2.6 ค่าวัสดุและค่าถ่ายเอกสารเบิกจ่ายตามจริง พร้อมแนบบิลเงินสด หรือใบสำคัญรับเงินสำหรับกรณีการยืมเงินทดรองจ่ายกำหนดการเบิกเงินล่วงหน้าก่อนทำกิจกรรมจริงไม่เกิน 5–10 วัน                     เมื่อจัดกิจกรรมแล้วเสร็จให้หักล้างเงินยืมทดรองจ่าย และนำเงินคงเหลือจากการจัดกิจกรรมโอนกลับเข้าบัญชีโครงการ ลักษณะการยืมเงินทดรองจ่ายโครงการย่อยควรยืมเงินแต่ละกิจกรรม ไม่ควรเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหมดในครั้งเดียว ควรเบิกจ่ายตามกิจกรรมที่ดำเนินการจริง และไม่ควรเบิกจ่ายผ่านบัตรเอทีเอ็ม เมื่อมีการเบิกจ่าย ทุกครั้ง ควรมีการบันทึกการเบิกจ่ายงบประมาณ ผ่านเว็บไซต์ ศวสต. http://hsmi2.psu.ac.th/scac (แผนงานศูนย์วิชาการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้) โดยการบันทึกการเบิกจ่ายงบประมาณจะแบ่งเป็นรายกิจกรรมตามที่โครงการย่อยได้ดำเนินกิจกรรมนั้น หมวดการเงินแบ่งออกเป็น 6 หมวด ได้แก่ ค่าตอบแทน เช่น ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าตอบแทนการประสานงานค่าจ้าง เช่น ค่าจ้างทำผลิตสื่อ ค่าใช้สอย เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าถ่ายเอกสาร ค่าเช่าห้องประชุม ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าไปรษณีย์ อื่น ๆ                     ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ ในโรงพยาบาลจะต้องดำเนินการเปิดบัญชี ในชื่อ "โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้" พร้อมทั้งส่งสำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารมายังผู้รับผิดชอบงานโครงการฯ ของ ศบ.สต. ภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 และมีการนัดหมายประชุมเพื่อชี้แจงแนวทางการบันทึกข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์งานสร้างสุขอีกครั้ง ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ณ อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ (LRC)                  ชั้น 14 สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ (สจรส. ม.อ.)@22 พ.ค. 61 12:09
  • งานบริหาร โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้

    งานบริหาร โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องประธานแจ้งเพื่อทราบ 1.1 นโยบายการดำเนินงานในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.สต.) ร่วมกับสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส.ม.อ.) ได้จัดทำคู่มือ แนวปฏิบัติในการจัดระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อบุคลากรทางด้านสาธารณสุขทั้งไทยพุทธและมุสลิมในหลักการและวิถีทางของศาสนาในการให้บริการด้านระบบสุขภาวะนั้น จึงได้จัดประชุม              การจัดบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติ ตลอดจนวางแผนและทำความเข้าใจนโยบายเบื้องต้นว่าสามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่จริงได้หรือไม่ โดยเริ่มดำเนินการจากโรงพยาบาลนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละ 1 แห่ง ประกอบด้วย 1) โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา        2)โรงพยาบาลสตูล จังหวัดสตูล 3) โรงพยาบาลยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี 4) โรงพยาบาลธารโต จังหวัดยะลา            5) โรงพยาบาลรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับงานวิชาการที่ได้ศึกษาวิจัยมาสู่การปฏิบัติในพื้นที่จริง        เป็นระยะเวลา 1 ปี และให้แต่ละโรงพยาบาลสรุปถอดบทเรียนขยายแนวทางการปฏิบัติไปสู่โรงพยาบาลอื่นต่อไป มติ ที่ประชุมรับทราบ ระเบียบวาระที่ 2 เรื่องเพื่อทราบ 2.1 แนวปฏิบัติในการจัดระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ (วิถีอิสลาม/วิถีพุทธ) - แนวปฏิบัติในการจัดระบบบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ประกอบด้วยประเด็นหลัก ดังต่อไปนี้ 1) การตรวจ/การปฏิบัติพยาบาลที่ต้องสัมผัสร่างกายหรือถูกเนื้อต้องตัวจากเพศตรงข้าม 2) การจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา 3) การจัดการด้านอาหาร 4) การช่วยเหลือ/ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย 5) การบริการสุขภาพในเทศกาลหรือวาระพิเศษทางศาสนา และ 6) กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น มติ  ที่ประชุมรับทราบ - หลักการระบบสุขภาพโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เสนอ ปัจจัยกำหนดระบบสุขภาพมี 3 ปัจจัย คือ คน สภาพแวดล้อม และระบบกลไก ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวควบคุม สภาวะทางกาย สภาวะทางจิต สภาวะทางสังคม สภาวะทางปัญญาและจิตวิญญาณ ทำให้เกิดเป็นระบบสุขภาวะที่ดี ระบบบริการสุขภาพจึงต้องมีการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ทั้งนี้ สจรส. ได้เลือกพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้นแบบของโครงการ การแพทย์สาธารณสุขในพื้นที่พหุวัฒนธรรม โดยมีงบประมาณ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,200,000 บาท จัดสรรให้แก่โรงพยาบาลนำร่องในเครือข่ายจังหวัดละ 180,000 บาท ยกเว้นโรงพยาบาลสตูล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทั่วไป จำนวนเงิน 200,000 บาท เพื่อพัฒนาและสร้างบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นเรื่องการแพทย์พหุวัฒนธรรม พัฒนาโรงพยาบาลนำร่องในเครือข่ายให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการประเมินการสร้างระบบสุขภาพ โดยการขับเคลื่อนกลไกการทำงานในเชิงรุก วางนโยบายด้วยนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพของคน และสนับสนุนให้กับศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.สต.) ในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการฯ เป็นเงิน  280,000 บาท มติ  ที่ประชุมรับทราบ ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา 3.1 แนวทางการจัดบริการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประธานในที่ประชุม ได้เสนอแนะแนวทางการจัดบริการสุขภาพ ในพื้นที่พหุวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก่ประชาชนที่มารับบริการสุขภาพกับหน่วยรับบริการในพื้นที่ โดยมีรายละเอียดตามเอกสารแนบ 1 รวมถึงแนวทางในการใช้งบประมาณ โดยนำงบประมาณที่ได้รับจากการจัดสรร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมหลักๆ ดังต่อไปนี้ 1) การจัดอบรมแก่บุคลากรสาธารณสุขเพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักการและวิถีทางศาสนา ต่อการให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วย 2) การจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบบริการที่ถูกต้องตามหลักศาสนา โดยมีความสอดคล้องกับวัฒนธรรมของพื้นที่ 3) การสนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ เป็นต้น ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) 3.1.1 ประธานในที่ประชุมได้มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบงานฯ ของโรงพยาบาลทั้ง 5 แห่ง จัดทำแผน  ปฏิบัติการและกำหนดทิศทางการทำงาน (Road Map) ของโรงพยาบาล โดยมีกำหนดส่ง ภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2560 แก่ผู้รับผิดชอบงานฯ ของ ศบ.สต. เพื่อรวบรวมและดำเนินการในขั้นตอนต่อไป และจะมีการประชุมชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงานตามงบประมาณที่ได้รับ คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม ปี 2560 มติ  ที่ประชุมเห็นชอบ 3.1.2 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม - ความไม่เข้าใจในแนวทางศาสนาของศาสนิกยังเป็นอีกปัญหาที่ทำให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาวะเป็นไปได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจประชาชนไม่ใช่การนำประชาชนเข้ามาทำความเข้าใจระบบสุขภาพ ในทางกลับกัน หน่วยบริการต้องเข้าถึงประชาชนแล้วนำมาปรับให้เข้ากับหน่วยบริการ จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น โรงพยาบาลสะบ้าย้อย มีชมรมโต๊ะอิหม่ามเข้ามาสร้างการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน หน่วยบริการปรับแผนให้ตรงกับความต้องการและกำหนดมาตรฐาน หน่วยงานภายใต้สังกัดสาธารณสุขสามารถถ่ายทอดนโยบายให้หน่วยงานในพื้นที่รับไปสานต่อให้เหมาะกับในพื้นที่ต่อไป - เพิ่มเติมรายละเอียดของแผนงานหรือการทำงานเชิงรุกให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น - หน่วยบริการควรจัดสรรเรื่องระบบทรัพยากรบุคคลและเวลา ในการทำกิจกรรมทางศาสนาให้เป็นระบบเพื่อให้การจัดการสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเป็นการลดช่องว่างระหว่างบุคลากรในหน่วยบริการกับผู้รับบริการ ถือเป็นการบูรณาการทางสุขภาวะสู่การบริการที่เป็นธรรมาภิบาลภายใต้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม - ควรแจกแจงรายละเอียดงบประมาณว่าสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง และพิจารณาความเหมาะสมในการนำ งบประมาณไปใช้ มติ  ที่ประชุมเห็นชอบ@22 พ.ค. 61 11:54
  • แผนงานกลางโซนใต้ล่าง

    แผนงานกลางโซนใต้ล่าง

    @11 พ.ค. 61 12:08